
ทุกๆ ท่านที่กำลังเข้าสู่วงการเทรดซื้อขายต่างๆ นั้น มีหลากหลายอย่างที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในการลงทุนเทรดครับ เพราะหากเทรดโดยไม่สนใจหรือทำความเข้าใจ อาจส่งผลทำให้สูญเสียเงินโดยใช่เหตุอย่างแน่นอนครับ ซึ่งหนึ่งเรื่องที่เราจะพาทุกๆ ท่านที่กำลังคิดจะ “เทรด Forex” ไปพบกับ “อ่านกราฟ Forex ไม่เป็นก็เทรดได้!” ให้ทุกๆ ท่านได้ทราบกันครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปชมพร้อมๆ กันเลยครับ
แนวทางการอ่านกราฟเทรด Forex
1. ทำความเข้าใจประเภทของกราฟเทรด Forex
- กราฟเส้น (Line Chart): แสดงราคาปิดของแต่ละช่วงเวลา (เช่น รายนาที รายชั่วโมง รายวัน) เชื่อมต่อกันด้วยเส้น เหมาะสำหรับการดูภาพรวมแนวโน้มในระยะยาว แต่ไม่แสดงข้อมูลราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาเปิด
- กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart): เป็นกราฟที่นิยมใช้มากที่สุด ให้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับแต่ละช่วงเวลา ประกอบด้วย:
- ตัวแท่ง (Body): แสดงช่วงราคาเปิดและราคาปิด หากราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ตัวแท่งจะเป็นสีเขียวหรือสีขาว (แล้วแต่การตั้งค่า) หมายถึงแรงซื้อ หากราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด ตัวแท่งจะเป็นสีแดงหรือสีดำ หมายถึงแรงขาย
- ไส้เทียน (Wick/Shadow): เส้นที่ยื่นออกมาจากตัวแท่ง แสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดที่ราคาเคยไปถึงในช่วงเวลานั้น ไส้เทียนยาวบ่งบอกถึงความผันผวนของราคา
- กราฟแท่งราคา (Bar Chart): คล้ายกับกราฟแท่งเทียน แต่แสดงราคาเปิดเป็นเส้นสั้นๆ ทางซ้ายของแท่ง และราคาปิดเป็นเส้นสั้นๆ ทางขวาของแท่ง ส่วนแท่งแนวตั้งแสดงช่วงราคาสูงสุดและต่ำสุด
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกราฟแท่งเทียน เนื่องจากให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและง่ายต่อการตีความ
2. เลือกกรอบเวลา (Timeframe)
กราฟ Forex สามารถแสดงข้อมูลราคาในช่วงเวลาต่างๆ กัน เช่น:
- M1 (1 นาที): เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้นมาก (Scalping)
- M5 (5 นาที): เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้น
- M15 (15 นาที): เหมาะสำหรับการเทรดระหว่างวัน (Intraday)
- M30 (30 นาที): เหมาะสำหรับการเทรดระหว่างวัน
- H1 (1 ชั่วโมง): เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้นถึงกลาง
- H4 (4 ชั่วโมง): เหมาะสำหรับการเทรดระยะกลาง
- D1 (1 วัน): เหมาะสำหรับการเทรดระยะกลางถึงยาว
- W1 (1 สัปดาห์): เหมาะสำหรับการเทรดระยะยาว
- MN (1 เดือน): เหมาะสำหรับการเทรดระยะยาวมาก
มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยการดูกราฟในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น เช่น H1, H4 หรือ D1 เพื่อดูแนวโน้มหลักของราคา และค่อยๆ ปรับไปดูกรอบเวลาที่เล็กลงเพื่อหาจังหวะเข้าออกออเดอร์ที่แม่นยำขึ้น
3. ระบุแนวโน้ม (Trend):
การเข้าใจแนวโน้มเป็นพื้นฐานสำคัญในการเทรด
- แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): ราคาสูงสุด (Higher Highs) และราคาสูงสุดต่ำสุด (Higher Lows) ยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
- แนวโน้มขาลง (Downtrend): ราคาต่ำสุด (Lower Lows) และราคาสูงสุดต่ำสุด (Lower Highs) ลดต่ำลงเรื่อยๆ
- แนวโน้มออกข้าง (Sideways/Range): ราคาเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่างแนวรับและแนวต้านที่ชัดเจน
วิธีการระบุแนวโน้มเบื้องต้น:
- มองด้วยตาเปล่า: สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา
- ใช้เส้นแนวโน้ม (Trendline): ลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้นในแนวโน้มขาขึ้น และลากเส้นเชื่อมจุดสูงสุดที่ลดต่ำลงในแนวโน้มขาลง การที่ราคาอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาขึ้นหรือใต้เส้นแนวโน้มขาลง มักบ่งชี้ถึงแนวโน้มนั้นๆ
4. ระบุแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance):
- แนวรับ (Support): ระดับราคาที่คาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามา ทำให้ราคาไม่ลดต่ำลงไปมากกว่านี้ มักเป็นจุดต่ำสุดก่อนหน้า
- แนวต้าน (Resistance): ระดับราคาที่คาดว่าจะมีแรงขายเข้ามา ทำให้ราคาไม่สูงขึ้นไปมากกว่านี้ มักเป็นจุดสูงสุดก่อนหน้า
การระบุแนวรับแนวต้าน: มองหาระดับราคาที่กราฟเคยมาหยุดหรือกลับตัวหลายครั้ง ระดับเหล่านี้มักเป็นแนวรับแนวต้านที่สำคัญ เมื่อราคาทะลุแนวรับแนวต้านได้ แนวเหล่านั้นอาจเปลี่ยนบทบาท (แนวต้านกลายเป็นแนวรับ และแนวรับกลายเป็นแนวต้าน)
5. สังเกตรูปแบบราคา (Chart Patterns):
รูปแบบราคาเป็นการเคลื่อนที่ของราคาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และสามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของทิศทางราคาในอนาคต รูปแบบราคาที่มือใหม่ควรรู้จัก เช่น:
- รูปแบบต่อเนื่อง (Continuation Patterns): บ่งชี้ว่าแนวโน้มเดิมมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป เช่น สามเหลี่ยม (Triangle), ธง (Flag), ลิ่ม (Pennant)
- รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns): บ่งชี้ว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น หัวและไหล่ (Head and Shoulders), ดับเบิ้ลท็อป/ดับเบิ้ลบอททอม (Double Top/Double Bottom), เวนจิ้ง (Wedge)
6. ใช้เครื่องมือทางเทคนิค (Technical Indicators):
เครื่องมือทางเทคนิคเป็นสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่อิงจากราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีต เพื่อช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้ม ความผันผวน และโมเมนตัมของราคา เครื่องมือที่มือใหม่ควรรู้จัก เช่น:
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average – MA): ช่วยระบุแนวโน้มและระดับแนวรับแนวต้านแบบไดนามิก
- MACD (Moving Average Convergence Divergence): บ่งบอกถึงโมเมนตัมของราคาและสัญญาณการกลับตัว
- RSI (Relative Strength Index): วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มและสภาวะ Overbought/Oversold
- Bollinger Bands: วัดความผันผวนของราคาและระบุขอบเขตราคาที่เป็นไปได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไรในการเทรด Forex
- ความแม่นยำในการคาดการณ์: การวิเคราะห์ตลาดอย่างถูกต้องและคาดการณ์ทิศทางราคาได้แม่นยำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำกำไร
- ขนาด Lot ที่เทรด: ขนาด Lot ที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้กำไร (หรือขาดทุน) ต่อ Pip มากขึ้น
- จำนวน Pips ที่ได้: ส่วนต่างของราคาที่คุณเปิดและปิดสถานะ ยิ่งส่วนต่างมาก กำไรก็จะมากตาม
- Leverage (เลเวอเรจ): เลเวอเรจช่วยให้คุณสามารถควบคุมเงินทุนที่มากขึ้นในการเทรดได้ โดยใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อย ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มาก แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วย
- ค่า Spread และค่า Commission: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะคิดค่า Spread (ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask) และบางโบรกเกอร์อาจมีค่า Commission เพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรสุทธิของคุณ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “อ่านกราฟ Forex ไม่เป็นก็เทรด Forex ได้!” ที่เราได้วรบรวมมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นครับ คิดว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับทุกๆ ท่านกันนะครับ
